อีฟ พุทธธิดา

อีฟ พุทธธิดา ควงสามีเปิดใจ หลังคลอด “น้องมีบุญ” คุณตาคุณยายเห่อหลานมาก

อีฟ พุทธธิดา กำหนดผ่าคลอดไว้วันที่ 19 ม.ค. แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแพลนแบบกะทันหัน

อีฟ พุทธธิดา ล่าสุดในวันนี้ (16 ม.ค.) อีฟ พุทธธิดา และสามีนักธุรกิจ ต้น เติมศักดิ์ ศักดาพร ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนให้ฟังถึงสาเหตุที่ต้องรีบคลอดก่อนกำหนด ทั้งนี้ ทั้งคู่ยังได้ถือโอกาสขอชี้แจงเหตุผลที่ต้องให้ น้องมีบุญ หรือ ด.ช.ศักดาพร ศิระฉายา ใช้นามสกุลของคุณแม่อีกด้วย

ทำไมถึงต้องคลอดก่อนกำหนด ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย ?
อีฟ : “จริงๆ เราแพลนที่จะผ่าอยู่แล้วนะคะ ซึ่งดูฤกษ์ไว้เป็นวันที่ 19 ม.ค. แล้ววันนั้นไม่มีใครอยู่ที่บ้านด้วย คุณพ่อไปต่างประเทศ ส่วนต้นก็ไปดูงานที่ต่างจังหวัด จะมีอยู่กันแค่อีฟ คุณแม่ และน้องสาวต้นที่มานอนเป็นเพื่อน อาการเริ่มแรกเลยคือเรามีน้ำผสมเลือดไหลออกมาแต่เป็นสีจางมากๆ มันไม่ใช่น้ำคร่ำอะ เคยหกล้มที่โรงพยาบาลมาแล้วเลยรู้ว่ามันไม่ใช่อาการน้ำเดิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันมีอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า อีกอย่างมันตั้ง 9 วันล่วงหน้าก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด แล้วคือกำหนดคลอดของเราจริงๆ ก็ไม่ใช่ในช่วงปลายด้วย เพราะเรากำหนดคลอดไว้ที่ 39 สัปดาห์ แต่จริงๆ เด็กสามารถอยู่ได้ถึง 40 สัปดาห์เต็ม”

อีฟ : “พอเรารอไปสักครึ่งชั่วโมง ก็มีอาการมดลูกบีบตัว โดยตอนแรกเลยอีฟไม่รู้จักอาการนี้นะเพราะไม่เคยเป็น แต่เรารู้ว่ามันปวดผิดปกติจากที่เราเคยปวด เราเลยคิดแล้วว่ามันแปลกๆ แต่ก็ยังรออีกเป็นชั่วโมงนะ จนในที่สุดตัดสินใจไปปลุกคุณแม่ ไปถามว่าเรามีอาการแบบนี้ควรจะทำยังไง ซึ่งคุณแม่ตอบมาว่า แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะแม่ไม่เคยมีอาการเหล่านี้เลย แต่ก็ให้โทรไปปรึกษาที่โรงพยาบาลก่อน โดยทางโรงพยาบาลบอกว่าถ้าคุณแม่สะดวกก็ให้เข้ามาเลย จะได้ตรวจเช็กอาการทุกอย่าง แต่ถ้าไม่สะดวกและทนไหวก็ให้รออีกสักพักก็ได้ ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจหรอกคำว่า ‘ถ้าทนไหว’ หมายความว่ายังไง แต่ก็ตัดสินใจไม่ต้องรอหรอก ไปเลยดีกว่า และตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะคลอด คิดแค่ว่าอาจจะมีสัญญาณเตือนอะไรสักอย่างแค่นั้นเอง”

อีฟ : “ตอนนั้นมาถึงโรงพยาบาล เวลา 3:33 น. พอดี พยาบาลก็ขอตรวจการบีบตัวของมดลูกก่อน ถ้ามีอาการบีบตัวที่สม่ำเสมอก็ต้องขอตรวจปากมดลูกดูว่าเปิดไหม พอตรวจเสร็จพยาบาลบอกว่ามดลูกบีบตัวค่อนข้างสม่ำเสมอแล้วนะ อีฟก็เริ่มหน้าเสียแล้ว จนถึงเวลาตี 4 ได้ตรวจปากมดลูก ปรากฏว่าน้ำเดินเลย เราก็รู้ตัวแล้วว่าต้องคลอดแล้ว ทางพยาบาลก็เลยติดต่อกับคุณหมอที่ฝากท้อง โดยคุณหมอแจ้งว่าประมาณ 7 โมงเช้าจะทำการผ่า”

อีฟ พุทธธิดา

อีฟ : “ซึ่งพอเราคลอดเสร็จทุกคนก็ถามว่าทำไมไม่คลอดเอง เพราะอีฟต้องเจอปากมดลูกบีบตัวอยู่แล้ว และปากมดลูกก็เปิดเพิ่ม ถามว่าคลอดเองได้ไหม ก็แทบจะคลอดเองได้แล้วตอนนั้น แต่ที่ไม่คลอดเองเพราะตอนนั้นในหัวคิดอะไรไม่ได้แล้ว อาการเจ็บท้องมันทำให้เรารู้สึกว่า อย่ามาถาม อย่ามาพูดอะไรกับเรานะ ถ้าเราตัดสินใจอะไรไปแล้วจะไม่เปลี่ยนใจทั้งนั้น มันเจ็บแบบรักแม่ขึ้นมาเลย แต่พอไปถามแม่ แม่บอกแม่ไม่เคยเจ็บท้อง (หัวเราะ)”

อีฟ : “นึกออกใช่ไหมคะที่กั้นเตียงคนไข้ มันเจ็บจนถึงขนาดที่เราจับแล้วเอาหัวไปกระแทก แล้วจะมุดจะสิงเข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว มันเจ็บมาก ซึ่งมันก็ทำให้เรามีประสบการณ์ทั้ง 2 อย่าง เพราะบางคนถ้าผ่าก็จะไม่เจออาการเหล่านี้เลย เราก็ได้เจอ ถึงแม้จะยังไม่พีคสุดแต่ก็ถือว่าได้มีประสบการณ์”

ทางคุณต้นเอง ทราบข่าวตอนไหน ?
ต้น : “รู้ตอนที่น้องโทรมาน่าจะช่วงตี 4 ได้มั้งครับ ตอนนั้นใจตกไปตุ้บเลย เพราะก่อนหน้านี้เราแพลนไว้หมดแล้วว่าจะคลอดวันที่ 19 แล้วผมต้องเข้าไปอยู่ในห้องคลอดด้วย จะต้องเป็นคนตัดสายสะดือเองให้ได้ เพราะเป็นลูกชายคนแรก ตอนนั้นผมอยู่ที่ประจวบฯ คิดอะไรไม่ออกเลย น้ำตาร่วง คิดแต่ว่าจะกลับไปยังไงให้ไวที่สุด จึงให้น้องสาวช่วยหาไฟลท์บินว่าไฟลท์ไหนเช้าสุด”

อีฟ : “ก็อยากจะอั้นรอนะคะ แต่มันไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนั้นคุณหมอถามคำถามเหมือนที่เคยเจอเลยว่า 7 โมงไหวไหม ซึ่งพอเจอจริงๆ ก็รู้เลยว่าคำว่าไม่ไหว คือมันไม่ไหวจริงๆ ซึ่งตอนแรกเรากะไว้ว่า 7 โมง เดี๋ยวคงมีเลทๆ หน่อย เขาอาจจะทัน เราก็ภาวนาให้เป็นแบบนั้น”

ต้น : “สุดท้ายตอนอยู่บนเครื่องกำลังเปิดดูโทรศัพท์ก่อนที่จะปิดเครื่องแล้วบินครับ น้องสาวพิมพ์มาบอกพอดีเลย ‘คลอดแล้วนะ’ แอร์บนเครื่องก็บอกพอดี ‘ปิดโทรศัพท์ได้แล้วนะคะ’ (หัวเราะ) จบเลยตอนนั้น ทำอะไรไม่ได้แล้ว ลุ้นอย่างเดียว แต่พอได้เห็นหน้าลูกก็ดีใจครับ เขาคลอดออกมาปลอดภัยก็ดีแล้ว”

ตอนอีฟอยู่ในห้องคลอดคนเดียว ตื่นเต้นแค่ไหน ?
อีฟ : “คือความเจ็บของมัน ทำให้เราคิดเลยที่เขาบอกว่าคนคลอดมันก็ด่าผัวตัวเองอยู่ในห้องคลอด ซึ่งมันก็คงจริงอะ ใจก็คิดว่าถ้าสามีอยู่ด้วยเราคงโวยวายน่าดูเลย เพราะมันเจ็บมาก แต่ครั้งนี้คนที่เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคือน้องสาว ก็เลยทำให้มีวิดีโอที่ได้เห็นในไอจี ซึ่งพอได้บล็อกหลังจริงๆ มันก็ชาจนไม่รู้สึกอะไรอีกเลยค่ะตอนนั้น”

พอคลอดก่อนกำหนด ตัวน้องมีอาการยังไงบ้าง ?
อีฟ : “ตัวน้องจะมีภาวะน้ำตาลต่ำ อุณหภูมิร่างกายของเขาที่น้อยไปหน่อย เพราะฉะนั้น 2 วันแรก น้องต้องเข้าตู้อบ เพราะตัวเล็กและเย็น แต่พอผ่านมา 2 วัน ก็ปกติดี ไม่มีอะไร และจะมีภาวะตัวเหลืองนิดหน่อย ซึ่งตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว”

พอได้เห็นหน้าลูกครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง ?
อีฟ : “อีฟไม่ได้เป็นคนเห็นคนแรกค่ะ จะเป็นน้อง แต่ความรู้สึกที่อีฟได้ยินเสียงเขาครั้งแรก มันทำให้เรารู้สึกว่าเขามาแล้ว และตอนเห็นเขาเราก็ยังง่วงๆ แต่ก็สบายใจที่เห็นเขาสมบูรณ์ พอเราได้รู้ว่าเขาแข็งแรง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เราก็หลับไปเลยเพราะคุณหมอให้ยา”

ต้น : “ผมมาถึงโรงพยาบาลเกือบสิบโมงครับ เห็นครั้งแรกก็เกือบยกมือไหว้ นึกว่าเป็นพ่อตา (หัวเราะ) หน้าเหมือนคุณพ่อมากครับ โชคดีมากที่เขาตา 2 ชั้น เพราะผมตาชั้นเดียว ตาสวยครับ”

อีฟ พุทธธิดา

ให้ชื่อลูกว่าอะไร ?
ต้น : “น้องมีบุญครับ ผมชอบนะเพราะชื่อมันดูเป็นสิริมงคลดี และทำให้เรารู้สึกว่าเราก็โชคดี มีบุญด้วยที่น้องมาเกิดเป็นลูกเรา”

อีฟ : “และเราก็อยากเชื่อว่าเขาก็โชคดีที่มาเกิดเป็นลูกเราด้วย จริงๆ ชื่อนี้มาจากชื่อของพ่อเขาที่ชื่อ ต้นบุญ และต้นกับอีฟก็เป็นคนชอบทำบุญ อีกอย่างเราก็อยากได้ชื่อไทยๆ ที่สามารถเรียกกันได้ทุกชาติ ไม่เพี้ยน”

ต้น : “ส่วนชื่อจริงชื่อ ศักดาพร ซึ่งเป็นนามสกุลผมเอง ส่วนนามสกุล ศิระฉายา ซึ่งเป็นนามสกุลของภรรยาครับ เลยกลายเป็น ด.ช. ศักดาพร ศิระฉายา”

อีฟ : “ที่ตัดสินใจแบบนี้เพราะ ต้องบอกก่อนว่าทางบ้านสามีใจดีมากและเปิดกว้างมากๆ เราเคยคุยกันว่าถ้ามีหลานอยากให้ใช้นามสกุล ศิระฉายา สักคน เพราะทางคุณพ่อต้อยก็สร้างนามสกุลนี้เอาไว้แต่ไม่มีใครสืบต่อแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะได้เป็นลูกชายคนแรกนะ ต่อมาพอเราท้องและรู้ว่าเป็นลูกชาย ทางคุณพ่อของต้นก็บอกว่า คนแรกให้ใช้นามสกุล ศิระฉายา ไปเลย ก็ต้องขอบคุณมากๆ ค่ะ”

ต้น : “คือต้นมีน้องชายครับ เลยคิดว่าอย่างน้อยๆ น้องชายผมก็ต้องมีลูก และก็ยังมีน้องสาวอีก อย่างน้อยครอบครัวผมก็ยังมีตัวช่วย”

อีฟ : “ทีนี้เราก็มาคุยกันเรื่องชื่อจริง ว่าจะใช้ชื่ออะไร ซึ่งต้นอยากจะให้ชื่อเล่น น้องมีบุญ ด.ช.มีบุญ ศิระฉายา แต่พอได้คุยกันไป คุยกันมา แล้วมาคิดว่าลูกเป็นหลานคนแรกของทุกคน เราก็อยากให้มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้ง 2 นามสกุล อาจจะเพราะบ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ก็ได้ ตอนแรกจะให้ชื่อ ศักดา เฉยๆ แต่อีกนิดก็มี พร แล้วนะ เราเลยตัดสินใจให้ใช้เต็มๆ ไปเลย จึงได้ชื่อ ด.ช.ศักดาพร ศิระฉายา”

ได้ลองอุ้มน้องบ้างหรือยัง ?
อีฟ : “อีฟได้อุ้มแล้ว เพราะต้องให้นมเอง”

ต้น : “พอคุณแม่ให้นมเสร็จ ผมก็ต้องอาบน้ำให้ครับ แต่ตอนได้อุ้มครั้งแรกนี่เหงื่อแตกพลั่กๆ เลย เพราะเขาตัวเล็กมาก คอยังไม่แข็ง เกร็งเลยสิครับ”

คุณตาคุณยาย คุณปู่คุณย่า เห่อหลานมากไหม ?
ต้น : “คุณย่าก็เห่อ ทำอะไรไม่ถูกเหมือนคุณพ่อเลย (หัวเราะ)”

อีฟ : “ คุณตาเพิ่งบินกลับมาค่ะ ก็ไลน์มาเป็นระยะว่าอยากเห็นแล้ว ยิ่งทุกคนบอกเหมือนตาต้อย ยิ่งคงใจจะขาด ส่วนคุณย่าจะมาเฝ้าทุกวันค่ะ มาอยู่เป็นเพื่อนอีฟ คุณยายจะไปๆ มาๆ เพราะที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย ส่วนคุณปู่จะทำงานเหมือนกันเลยกับคุณตา ท่านจะได้มาเยี่ยมวันแรกๆ แต่ลูกหลับ สวนทางกัน เท่ากับว่าได้เจอแบบเต็มๆ ทั้งคุณปู่และคุณตาเลย คือเมื่อวาน”

อีฟ : “ส่วนเรื่องจะออกจากโรงพยาบาล เราก็ต้องรอความพร้อมของลูกด้วยค่ะ อีฟไม่อยากเทียวไปเทียวมา เลยตัดสินใจว่าจะอยู่จนกว่าสุขภาพของเขาจะแข็งแรง 100 เปอร์เซ็นต์”

มีของรับขวัญลูกไหม ?
อีฟ : “ตัวเองไม่มีค่ะ แต่เราเตรียมความพร้อมให้เขาไว้ครบทุกอย่างแล้ว แต่พอได้เลี้ยงเองจริงๆ ในโรงพยาบาลจึงทำให้เรารู้ว่าของที่เตรียมไว้อาจจะยังไม่ครบ แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยม และขอบคุณทุกคนที่มีของมาให้หลาน มีเยอะมาก มีบุญคือมีบุญจริงๆ มีคนรักและให้ความเอ็นดูลูกเยอะมากจริงๆ ในฐานะพ่อแม่เราก็ดีใจมากๆ ค่ะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…