ทิม พิธา เปิดใจมีการฟ้องหย่า ต่าย ชุติมา

ทิม พิธา เปิดใจมีการฟ้องหย่า ต่าย ชุติมา

ในขณะเดียวกัน ภายหลังฝ่ายชายก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบกลับผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “ลูกสาวปลอดภัยดีและอยากขอให้เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องภายใน รวมถึงปฏิบัติตามคำสั่งศาลน่าจะดีที่สุด” ซึ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ชาวเน็ตว่า สุดท้ายแล้วสถานะชีวิตรักระหว่าง ต่าย และ ทิม นั้น ณ เวลานี้ อยู่ในจุดไหนกันแน่

โดยล่าสุดทางด้านของ ทิม พิธา ก็ได้ถือโอกาสตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ Grande Centre Point Sukhumvit 55 เพื่อชี้แจงถึงประเด็นดราม่าที่หลายคนยังคงคาใจ ซึ่งเจ้าตัวได้เผยว่า “ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะต้องออกมาพูดด้วยรอยยิ้มที่ฝืนและหัวใจที่หนักอึ้ง”

“สาเหตุที่คิดว่าจะต้องออกมาอธิบายให้พี่ๆ สื่อมวลชนฟังก็คือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมต้องยอมรับว่า ความรักของผม มันมาถึงทางตันเป็นระยะเวลานานกว่า 13-14 เดือนแล้ว คงไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะให้มันออกมาเป็นในลักษณะนี้ แต่เราก็ต้องยอมรับ ยอมรับว่าตัวผมเองก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูดคุยกันเอง การพูดคุยผ่านผู้ใหญ่ที่เคารพ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญเกี่ยวกับการดูแลชีวิตคู่ แต่ในที่สุดมันก็ไม่สำเร็จ และทำให้บทบาทการเป็นสามีภรรยาของเรามันต้องยุติลง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายอยู่ เพราะยังไม่ได้มีการไปเซ็นใบหย่ากันที่เขต”

“ถึงแม้ว่าบทบาทการเป็นสามีภรรยาของเราจะไม่ได้ไปต่อ แต่บทบาทการเป็นพ่อเป็นแม่ของเรายังคงมีอยู่ ดังนั้นผมจึงอยากให้เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันเลี้ยงลูก”

“สำหรับลูกสาวของผมแล้วสิ่งที่เป็นสิทธิ์ของเขา และผมไม่มีสิทธิ์แม้ผมจะเป็นพ่อ นั่นก็คือผมไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนฟังได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูก จากความไม่เข้าใจของพ่อกับแม่นั้นมันมีมากมายถึงเพียงใด เอ่อ…ผมจึงมีความเป็นห่วงลูกสาวเป็นหลัก เพราะสำหรับชีวิตของผมเองโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่มีปัญหาเลย ผมยินดีที่จะไปต่อด้วยตัวผมเองคนเดียว ผมอยู่คนเดียวก็มีความสุขได้ อยู่เป็นคู่ก็มีความสุข มันอยู่ที่ใจเรา แต่สิ่งที่ผมห่วงมากที่สุดก็คือลูก ผมอยากให้ลองนึกถึงหัวใจกระดาษของเด็กอายุ 2-3 ขวบ”

จริงๆ แล้วลูกสาวของเราเขาเป็นเด็กร่าเริงนะครับ แต่ด้วยความที่เขาได้รับผลกระทบพอสมควร มันจึงทำให้เขามีทั้งความเครียดและความสับสนที่เกิดจากความผิดของพ่อและแม่ ซึ่งตลอด 6-7 เดือนที่เราแยกบ้านกันอยู่ เอ่อ…จริงๆ ผมมีเอกสารเป็นใบรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กนะครับ เป็นคำแนะนำว่าในฐานะพ่อผมก็ควรที่จะปกป้องลูก โดยที่ลูกไม่ควรรับกรรมจากความไม่เข้าใจกันของผู้ใหญ่”

“เรื่องนี้คุณต่ายเขาได้พูดเองว่าข้อตกลงของเขาคือ ให้ลูกย้ายไปอยู่บ้าน 5 วัน ต่อ 5 วัน ซึ่งผมอยากจะถามผู้ใหญ่ทุกคนในห้องนี้หน่อยว่า มีใครไหมครับที่อยากจะย้ายบ้านทุกๆ 5 วัน หรือมีใครไหมครับที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับกระเป๋าเดินทาง ที่ทุกๆ 5 วันจะต้องย้ายตุ๊กตาจะต้องเก็บเสื้อผ้าไปอยู่อีกบ้านโดยที่ไม่มีคำอธิบาย ฉะนั้นแล้วสิ่งที่อยู่ในใบรับรองที่ผู้เชี่ยวชาญเขียนมาก็คือ ความผาสุกของลูกเป็นสิ่งสำคัญ ความมั่นคงทางอารมณ์ของลูกเป็นสิ่งสำคัญ หากเกิดความสับสนซ้ำๆ แบบนี้มันจะส่งผลต่อเขาในระยะยาว ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดคุยกับคุณแม่ว่า เรามากำหนดวิธีเลี้ยงดูลูกด้วยกันเถอะ”

“หลายคนอาจจะมองว่าทำไมคุณพ่อถึงใจเสาะ หรือทำไมคุณพ่อถึงคิดมากจนเกินไป จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญถึง 7 คน ที่มองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ลูกจำเป็นจะต้องมาเจอ การที่พ่อกับแม่อยู่กันคนละบ้านและบังคับให้เขาไปๆ มาๆ แทนความสะดวกสบายของพ่อแม่ ทางความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเขามองว่ามันไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่ผ่านมาผมจึงพยายามที่จะพูดคุยกัน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ และลูกสาวเราก็ยังได้รับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ

ขอบคุณแหลงที่มา https://www.sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *